RSS

ภัยของการแพทย์แผนปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้คนอเมริกันล้วนมีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อการแพทย์แผนปัจจุบัน จนถึงกับฝากความหวังไว้กับแพทย์ว่าจะสามารถดูแลสุขภาพของเขาได้ ปัจจุบันถึงแม้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันซับซ้อนถูกนำมาวินิจฉัยโรค วิทยาการด้านอายุรศาสตร์ รังสีวิทยา และศัลยศาสตร์ ทำให้การแพทย์แผนปัจจุบันกลายเป็นวิทยาศาสตร์ชั้นสูง แต่กลับไม่มีประสิทธิภาพในการเอาชนะโรคร้ายที่คุกคามชีวิตคนเราได้เช่น มะเร็ง ความดัน หัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ ฯลฯ และยิ่งกว่านั้นการแพทย์แผนปัจจุบันกลับกลายเป็นสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยและทุพพลภาพ คือ

การใช้เครื่องเอกซเรย์พร่ำเพรื่อ จนกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในการตรวจโรค ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดโรคนานาชนิดเช่น ความผิดปกติในเม็ดเลือด เนื้องอกในระบบประสาท เบาหวา่น ตลอดจนเป็นอันตรายต่อยีนส์ ซึ่งจะส่งผลร้ายตกทอดไปถึงคนรุ่นหลัง อีกทั้งเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย มีผู้หญิงจำนวนมากที่มาตรวจเอกซเรย์เพื่อหามะเร็งเต้านม แต่แล้วกลับเป็นมะเร็งเต้านมเพราะการฉายรังสีดังกล่าว ประมาณว่าในสหรัฐ มีคนตายเพราะการฉายรังสีนี้ทั้งในทางการแพทย์และทันตแพทย์ปีละ 4,000 คน

การวินิจฉัยผิดพลาด ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่มารับการตรวจและยังจะต้องเจ็บปวดหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการรักษาที่ไม่ถูกโรคถูกคน จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี 1970 พบว่าการวินิจฉัยโรคจากฟิล์มเอกซเรย์แผ่นเดียวกัน มีความเห็นขัดแย้งกันถึงร้อยละ 20 นอกจากความผิดพลาดทางเทคนิค ทัศนคติและความโน้มเอียงของแพทย์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การวินิจฉัยผิดพลาด นายแพทย์โรเบิร์ต เมนเดลซอน แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์กล่าวว่า แพทย์ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า สุขภาพดีเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่ได้ถูกฝึกให้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของความปกติสุข แต่กลับถูกฝึกในเรื่องความเจ็บป่วย เขาจึงมีสายตาเฉียบคมฉับไวต่อสัญญาณของความเจ็บป่วยมากกว่าสัญญาณของความปกติสุข และเขาไม่เห็นความสำคัญของการมีสัญญาณทั้งสองชนิดในตัวคนเดียวกัน พวกเขาจึงมักวินิจฉัยว่าคุณป่วยมากกว่าสุขภาพดี” ดังนั้นแพทย์จึงตัดสินคนปกติเป็นคนป่วย เช่นบางคนตื่นเต้นตกใจ กับเครื่องมือวัดความดันของหมอ หมออาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันหรือหัวใจได้ การตัดสินเช่นนี้มีผลต่อชีวิตของคนไข้ผู้นั้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เขาก้าวเข้าไปสู่ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงยิ่งขึ้น คือขั้นตอนการรักษาของแพทย์

การบำบัดด้วยยาสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์รุนแรง เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีผลทะลุทะลวงร่างกาย ยาสังเคราะห์รุ่นใหม่มีฤทธิ์บำบัดที่ให้ผลรวดเร็ว แต่ก็มีผลข้างเคียงที่รุนแรง พึงใช้เฉพาะผู้ป่วยหนัก ซึ่งไม่มีวิธีรักษาอย่างอื่นแล้ว แต่แพทย์มักมุ่งแต่จะบำบัดอาการเจ็บป่วยเฉพาะส่วน ที่ให้ผลรวดเร็วมากกว่าที่จะสนใจสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย จึงมักบำบัดโรคทุกชนิดด้วยการให้ยาแรง ๆ โดยไม่คำนึงหรือตระหนักถึงผลข้างเคียงของยานั้น นอกจากจะให้ยาแรงแล้ว หมอมักจะให้ยามากเกินความจำเป็น จากการสำรวจของสหรัฐอเมริกาในปี 1978 และ 1979 ร้อยละ 80 มีความเห็นว่า หมอที่รักษาพวกเขาให้ยามากเกินไป และปรากฏว่าทุกปีมีคนตายเพราะยาที่หมอสั่ง 20,000 – 30,000 คน

การผ่าตัด เป็นวิธีหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันนิยมใช้ ถึงแม้จะมีอันตรายยิ่งกว่ายา แต่การผ่าตัดก็ทำกันอย่างพร่ำเพรื่อ สมาคมศัลยแพทย์อเมริกันประมาณว่า ร้อยละ 30 ของการผ่าตัดไม่จำเป็น อีกร้อยละ 50 มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่สามารถช่วยยืดอายุหรือรักษาชีวิตได้เลย ดังนั้นการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นจึงสูงถึง 3 ล้านครั้งต่อปี ประมาณว่ามีคนตายจากการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นอยู่ระหว่าง 12,000 – 30,000 คน เหยื่อของการผ่าตัดคือเด็กและผู้หญิง การผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็กเป็นสิ่งที่ทำกันแพร่หลายในสหรัฐ ประมาณว่าปีละ 1,000,000 ครั้ง ซึ่งไม่เคยมีการพิสูจน์ว่ามีผลดีมากมายอย่างไร สำหรับผู้หญิงคือการผ่าตัดมดลูก ซึ่งไม่มีความจำเป็นในทางการแพทย์เลย ในปี 1975 มีถึง 808,000 ครั้ง หากแนวโน้มนี้ยังคงอยู่ คาดว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงในสหรัฐ จะไม่มีมดลูก

ถ้าไม่มีการแพทย์สมัยใหม่ สุขภาพของเราจะดีขึ้นทันทีนายแพทย์โรเบิร์ต เมนเดลซอน แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ พูดว่า ผมเชื่อว่า กว่าร้อยละ 90 ของการแพทย์สมัยใหม่ สามารถสูญหายไปจากโลกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น หมอ โรงพยาบาล ยา และอุปกรณ์การแพทย์ สุขภาพของเราจะดีขึ้นทันที” ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหมอหยุดงาน ในปี 1976 โบโกตาเมืองหลวงของโคลอมเบีย แพทย์ได้พากันประท้วงหยุดงาน 52 วัน ปรากฏว่าอัตราการตายในโรงพยาบาลลดลงร้อยละ 53 ที่ลอสแองเจลิสปีเดียวกัน ในช่วงที่หมอหยุดงานประท้วง การผ่าตัดลดลงร้อยละ 60 ผลก็คือจำนวนคนตายลดลงด้วย แต่กลับเพิ่มขึ้นเมื่อหมอกลับมาทำงานใหม่ ที่อิสราเอล ในปี 1973 หมอทำการประท้วงโดยลดการดูแลผู้ป่วย 1 เดือน ปรากฏว่าอัตราการตายลดลงร้อยละ 50 ไม่เคยมีการลดลงอย่างฮวบฮาบเช่นนี้มาก่อนนับแต่การประท้วงครั้งสุดท้ายของหมอเมื่อ 20 ปีก่อน ถึงขนาดมีผู้กล่าวว่า ถ้าหมอทำงานน้อยลงเท่าไรก็ดูจะมีผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและผู้ป่วยมากเท่านั้น”

การแพทย์แผนใหม่ไปไกลสุดกู่

การแพทย์แผนใหม่ไปไกลสุดกู่ ทุกวัน ทุกนาที เมื่อเร็ว ๆ นี้ บทความเรื่อง “อุตสาหกรรมการแพทย์ อันน่าอัศจรรย์ของคลีฟแลนด์” คุยอวดว่า “ปีที่แล้วประสบความสำเร็จดังนี้ ผ่าตัดเปิดหัวใจ 2,980 ครั้ง ทดสอบในห้องปฏิบัติการ 13,000,000 ครั้ง ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 73,320 ครั้ง เอ็กซเรย์ทั้งตัว 7,770ครั้ง ตรวจสอบด้วยรังสี 210,378 ครั้ง ผ่าตัด 24,368 ครั้ง”

วิธีการที่พูดมา ไม่มีอันใดเลยที่พิสูจน์ว่าดีแม้เพียงเล็กน้อยต่อการรักษาหรือฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้งบทความนี้ ยังไม่ได้บอกว่า มีใครบ้างที่ได้รับความช่วยเหลือจากวิธีการอันฟุ้งเฟ้อราคาแพงเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะผลผลิตของโรงงานแห่งนี้ไม่ใช่สุขภาพ

ดังนั้นเมื่อคุณไปหาหมอ คุณไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้มีสุขภาพดี แต่กลายเป็นตลาดสำหรับบอกขายผลิตภัณฑ์จากโรงงานแพทย์ต่างหาก

นายแพทย์โรเบิร์ต เมนเดลซอน

ที่มา: การดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติ สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ 1 เดือนกันยายน 2541 โรงพิมพ์ องค์การทหารสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

หมอคือช่างเครื่องที่มองเห็นร่างกายเป็นเครื่องจักร

การรักษาของแพทย์ไม่ได้มองร่างกายเป็นคนเต็มคน แต่จะถูกแยกเป็นส่วน ๆ ชีวิตส่วนที่เป็นเรื่องของจิตใจและความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะถูกตัดทอนออกไป ส่วนเดียวที่แพทย์สนใจคือร่างกาย ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นเครื่องจักร แพทย์เฉพาะทางจะมองร่างกายแยกออกเป็นส่วน ๆ และสิ่งที่มีความหมายต่อเขาคืออวัยวะเฉพาะส่วนที่เขามีความรู้เฉพาะทางเท่านั้น โดยพื้นฐานแพทย์จึงมีทัศนคติเช่นเดียวกับช่างเครื่อง ร่างกายที่เจ็บป่วยก็เหมือนกับเครื่องจักรที่เกิดเสียขึ้นมาโดยมีสาเหตุจากกลไกส่วนใดส่วนหนึ่ง และการแก้ไขคือการไปจัดการกับส่วนนั้น ๆ เครื่องยนต์ไม่อาจจะคืนดีได้หากปราศจากช่างเครื่องฉันใด แพทย์ก็มีทัศนคติว่าร่างกายคนเราไม่อาจเป็นปกติได้ถ้าหากเขาไม่เข้าไปจัดการกับอวัยวะที่ทำงานผิดปกติ แพทย์มองเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่อง “เทคนิค” ไม่ใช่ปัญหาของ “ระบบ” การแก้ปัญหาจึงเน้นหนักที่การใช้เทคโนโลยีกระทำกับอวัยวะเฉพาะส่วนเท่านั้น โดยละเลยวิธีการบำบัดรักษาเสริมให้ร่างกายทั้งระบบเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เทคโนโลยีจะสามารถบำบัดอวัยวะเฉพาะส่วนให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้น เพราะวิธีบำบัดก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่อวัยวะส่วนอื่น ผู้ป่วยก็ยังคงเป็นผู้ป่วยต่อไป แต่ก็ถือว่าเป็นอันจบสิ้นหน้าที่ของหมอผู้นั้นแล้ว เช่นหน้าที่ของหมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสมองและระบบประสาททำการรักษาผู้ป่วยจนเป็นปกติ แต่ถ้าการรักษานั้นก่อให้เกิดโรคกระเพาะ ก็เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระเพาะจะจัดการแก้ไขต่อไปเอง การแพทย์แบบกลไกและแยกส่วนทำให้เกิดการพัฒนาที่ไร้สมดุล ไม่ว่าใครจะป่วยเพราะสาเหตุใด แพทย์เป็นต้องให้ยาไปรักษาเป็นประเดิม ไม่ว่ายาฉีด ยากิน หรือยาทา ยาจึงเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีที่ทำให้แพทย์มีความมั่นใจในการรักษา ส่วนแพทย์ที่เก่งเรื่องผ่าตัดก็จะใช้วิธีการผ่าตัดเป็นการรักษา โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โรคอะไรที่ตัดได้ก็จะตัด ทั้งที่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า หลงใหลการผ่าตัดถึงขั้นนำไปใช้ป้องกันโรค โดยแนะนำให้ผู้หญิงไปตัดเต้านมและมดลูกออกก่อนเพื่อป้องกันมะเร็ง ในห้องผ่าตัด นอกจากแพทย์จะกุมชะตาชีวิตของผู้ป่วย มีอำนาจในการกำหนดความเป็นความตายของคน ๆ หนึ่งแล้ว ยังสามารถควบคุม บงการ จัดการกับอวัยวะใด ๆ ของผู้ป่วยก็ได้ โดย การผ่า การตัด การต่อ เช่นเดียวกับช่างเครื่องที่สามารถ รื้อ ถอด เชื่อม กับส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์ เทคโนโลยีการแพทย์แผนปัจจุบันจึงมีบทบาทเชิงรุกรานร่างกายเช่นเดียวกับเครื่องมือของช่างยนต์ ยาสังเคราะห์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมามีหน้าที่ “กด” “บีบ” “บังคับ” และ “ออกฤทธิ์” ต่อร่างกายมนุษย์ ส่วนการฉายรังสีก็เพื่อ “ทำลาย” และ “ตัด” อวัยวะส่วนที่ผิดปกติ ทั้งหมดนี้เป็นไปในเชิงก้าวร้าว มากกว่าจะเสริมสร้างกระบวนการบำบัดรักษาตนเองซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต กระบวนการรักษาที่มีการเ้จ็บป่วยหลาย ๆ ส่วนในร่างกาย ผู้ป่วยจะพบแพทย์มากหน้าหลายตาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป แต่ไม่มีแพทย์คนไหนที่รู้จักผู้ป่วยอย่างคนเต็มคน เทคโนโลยีที่สูงขึ้นก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่กลับเพิ่มอันตรายและความไร้ประสิทธิภาพในการรักษา ยิ่งรักษามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งใช้เงินมากขึ้น แต่สุขภาพของผู้ป่วยยิ่งเสื่อมโทรมลง ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องหันมาใส่ใจสุขภาพ ดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงแบบองค์รวม ด้วยการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำจิตในให้สะอาดสงบมองโลกในแง่ดี เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอดี ออกกำลังกายและหายใจอย่างถูกวิธี ใช้สมุนไพรเพื่อปรับสมดุลและบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ทำความสะอาดระบบไหลเวียนโลหิต เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้บริการของหมอ (ดูวิธีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี คลิกที่นี่)

Advertisements
 

One response to “ภัยของการแพทย์แผนปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: