RSS

เหตุที่เป็นโรค

การกิน ที่มาของโรค

ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปก่อให้เกิดสภาวะขาดสารอาหารและได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไป จนขาดความสมดุลของร่างกาย ทำให้สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในอดีต เปลี่ยนไปเป็นเสียชีวิตจากภาวะขาดความสมดุลของร่างกาย(โรคเสื่อม)    จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก  (WHO) พบว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก และ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น คาดว่าอีก 15 ปี ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 76% ของผู้เสียชิวิตทั้งหมด

การรับประทานอาหารประเภทไขมันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ ในแต่ละวัน เช่น อาหารที่ปรุงจาก   น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ กะทิ เนย พิซซา เบอร์เกอร์  เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดงจากไข่ทุกประเภท  อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม มันปู ฯลฯ รวมทั้งการรับประทานอาหารมากเกินไป ทำให้เกิดไขมันในเลือดเป็นต้นเหตุของหลอดเลือดอุดตัน

กลไกการเกิดหลอดเลือดอุดตัน

  • ผนังด้านในหลอดเลือดปกติจะลื่นคล้ายๆ ภาชนะที่เคลือบเทฟลอน เช่น กระทะแบบแพง ฯลฯ เมื่อมีคราบไขมันไปเกาะ เม็ดเลือดขาวจะกินคราบไขมันเข้าไป เกิดเป็นเซลล์โฟม ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
  • ต่อมาคราบไขจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การอักเสบจะมากขึ้น ทำให้เกิดเนื้อเยื่อพังผืด หลอดเลือดจะมีความยืดหยุ่นน้อยลง (แข็งเพิ่มขึ้น)เปราะและแตกง่าย
  • และแล้ววันหนึ่งก็มาถึง… คราบไขที่บวมพองจะแตกออก กระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดมาจับ หรือหลุดไปอุดหลอดเลือดส่วนปลายที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันตามมา

  • เดิมเราเชื่อกันว่า หลอดเลือดอุดตันเป็นในคนสูงอายุ เมื่อมีการผ่าศพตรวจทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนามทำให้เกิดความรู้ใหม่ (ในขณะนั้น) ว่า คราบไขจับหลอดเลือดเริ่มตั้งแต่ก่อนอายุ 20 ปี (decade = ทศวรรษหรือรอบ 10 ปี; first decade = 0-10 ปี; third decade = 20-30 ปี; fourth decade = 30-40 ปี)
  • ทุกวันนี้เราพบว่า คราบไขที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไป หรือเริ่มเกิดภายใน 10 ปีแรกของชีวิต ทำให้มีการรณรงค์ให้คนที่อายุ 2 ปีขึ้นไปลดการดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มส่วน (full cream) และดื่มนมจืดไขมันต่ำ (low fat) หรือนมไม่มีไขมัน (non-fat) แทน

เมื่อหลอดเลือดอุดตัน

เซลล์จำนวนหนึ่งใน  100 ล้าน ล้าน เซลล์ จะเป็นอย่างไร ???

*อักเสบ   คือผลของภูมิต้านทานที่อ่อนแอ ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างทันที จนมีการรุกลามของเชื้อโรค อวัยวะที่พบการอักเสบ เช่น  ไซนัส ปอดหรือหลอดลม(หอบหืด) กระเพาะ ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก ต่อมลูกหมาก ข้อ  เยื่อบุสมอง ฯลฯ ซึ่งมีอาการเล็กน้อยจนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทุกอวัยวะ ที่อักเสบ จะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน

**มะเร็ง  คือเซลล์ที่ผิดปกติ เซลล์มะเร็งโตเร็วกว่าเซลล์ธรรมดาถึง 250 เท่า มีความสามารถสร้างเส้นเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองได้  ในคนที่ร่างกายแข็งแรงจะมี killer T cell ทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม เช่น เซลล์มะเร็ง เขาจึงไม่เป็นมะเร็งถึงแม้จะมีเซลล์มะเร็งล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด

ยิ่งกินยา..ก็ยิ่งกินยามากขึ้น เพราะ.??????

 เพราะเราถูกรักษาตามทฤษฎีเชื้อโรค(Germ Theory)

 ทฤษฎีเชื้อโรค  การปราศจากเชื้อโรค=สุขภาพ ทฤษฎีนี้ นำเสนอโดยหลุยส์ ปาสเตอร์ กล่าวว่า ร่างกายคือเครื่องจักร ที่ปราศจากเชื้อโรค จึงจะทำงานได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามารุกราน ดังนั้น เมื่อมีเชื้อโรคชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดโรคเฉพาะสำหรับเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้น หากสามารถรักษาโรคนั้น ด้วยยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีหลากหลายชนิด เพื่อขจัดเชื้อโรคให้หมดไปก็หายป่วย ” ไม่มีเชื้อโรค ก็ไม่มีโรค ” ดังนั้น สุขภาพคือการปราศจากเชื้อโรค ทฤษฎีนี้ มองร่างกายแบบแยกส่วนออกเป็นระบบต่างๆ  การแพทย์แผนปัจจุบันส่วนใหญ่อิงอยู่กับทฤษฎีนี้ จึงมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญลึกลงไปในแต่ละระบบแยกส่วน ย่อยส่วน มุ่งเน้นการรักษาโรคมากกว่าที่จะรักษาทั้งตัวคน ใช้ยามากกว่าที่จะเสริมสภาพร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี การใช้ยาเป็นไปเพื่อบรรเทาไม่ใช่การแก้ไขที่ต้นเหตุ การใช้ยาที่เป็นสารเคมีนั้น ท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ยา มีผลเสียต่อร่างกาย มีการสะสมไปอยู่ที่ตับและไต ท่านคงเคยได้ยินว่า “คนที่กินยารักษาโรคความดันหรือเบาหวาน  จะตายด้วยโรคตับและโรคไต”  ก่อนนั้นเป็น 2 โรคต่อมาได้โรคเพิ่มอีก 2 โรค  กินยามากขึ้นแต่ตายเร็วขึ้น กินยาเพื่อบรรเทาโรคหนึ่งแต่เป็นต้นเหตุของการตายอีกโรคหนึ่ง

ดุลยภาพของเซลล์ = สุขภาพของร่างกาย

ตามทฤษฎีองค์รวม(Wholeness Theory)หรือดุลยภาพ โดย คล็อค เบอร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส บอกว่า เชื้อโรคไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ ถ้าสภาพแวดล้อมภายในร่างกาย(Hose – เจ้าเรือน) อยู่ในภาวะสมบูรณ์(สมดุล)  ความสมบูรณ์พร้อมของร่างกาย คือดุลยภาพของสภาพแวดล้อมภายในร่างกายทุกระบบ ทุกอวัยวะ ถึงระดับเซลล์  ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์นั้น มีผลกระทบต่อร่างกายและชีวิตของเรามากที่สุด  เซลล์ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม อวัยวะก็จะทำหน้าที่บกพร่อง ร่างกายอ่อนแอ แม้ไม่มีเชื้อโรคก็เป็นโรคได้ เป็นโรคที่ไม่มีวันหายเป็นไปจนตาย(โรคเรื้อรัง) เช่น โรคมะเร็ง,โรคหัวใจ,อัมพฤกษ์,หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน,คอเลสเตอรอลในเลือดสูง,เส้นเลือดตีบ,โรคเก๊าท์,  โรคข้อเสื่อม,รูมาตอยด์, อาการวัยทอง,นกเขาไม่ขัน,ไมเกรน ,อาการเครียด,นอนไม่หลับ,ปวดเมื่อย,ไทรอยด์ และ อื่น ๆ  โรคเหล่านี้มักเป็นกับคนมีอันจะกิน คนที่ไม่มีจะกินจะไม่ค่อยเป็น

แต่น่าเสียดาย ที่เรายังถูกรักษาโรคตามทฤษฎิ “เชื้อโรค” ?????????????

Advertisements
 

การแสดงความเห็นถูกปิด